วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2567

สรุปองค์ความรู้11กลุ่ม

 

สรุปองค์ความรู้การนำเสนอ

กลุ่มที่1


                    
                                           
การประเมินพัฒนากาทางด้านสติปัญญา “พหุปัญญาของเด็กปฐมวัย”

พหุปัญญา หมายถึง ความสามารถทางปัญญาของคน ที่แสดงออกมา ในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะค้นหา แก้ปัญหา และสร้างผลผลิตที่มีคุณค่า เป็นที่ ยอมรับของสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุม โดยสมองแต่ละส่วนโดย แต่ละคนจะมีความสามารถที่แตกต่างกัน เด่นในบางด้าน และด้อยใน บางด้าน สิ่งแวดล้อมและการอบรมเลี้ยงดูที่เหมาะสม จะช่วยส่งเสริมให้ พัฒนาความสามารถทางสติปัญญา ในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและ สังคม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเภทของพหุปัญญา

ปัญญาที่ ความฉลาดด้านภาษา (Linguistic) เด็กๆควรได้รับการกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษา เด็กที่มีความถนัดด้านภาษาจะสามารถเรียนรู้คําศัพท์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว 

ปัญญาที่ ความฉลาดด้านคณิตศาสตร์และตรรกะ ( Logical-Mathematical) เป็นความ ฉลาดเชิงวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาด้วยการนําตรรกะมาคิดแก้ไขปัญหา ได้อย่างเป็นลําดับขั้นตอน 

ปัญญาที่ ความฉลาดด้านดนตรี (Musical) เด็ก ๆ ที่มีความสนใจทางด้านดนตรีเขาจะมี ความว่องไวทางเสียงดนตรีเป็นการเพิ่มพูนสมองส่วนความจําได้เป็นอย่างดี

ปัญญาที่ ความฉลาดด้านร่างกาย (Bodlly-Kinesthetic) ความสามารถในการใช้ร่างกายของ ตนแสดงความคิดความรู้สึก ได้แก่ นักแสดง นักแสดงท่าใบ้ นักกีฬา นักฟ้อนรำ เป็นต้น

ปัญญาที่ ความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial) ปัญญาด้านการคิดใคร่ครวญและวิเคราะห์ตนเอง จะช่วยให้เด็กมีสมาธิสามารถจดจําทิศทางได้ 

ปัญญาที่ ความฉลาดด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersona) เป็นการเรียนรู้ปฏิสัมพันธ์และการเอาใจ ใส่ต่อผู้อื่น เด็กที่ฉลาดด้านนี้จะมีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม 

ปัญญาที่ ความฉลาดด้านเข้าใจตนเอง (Intrapersonal) เป็นความสามารถของบุคคลในการเข้าใจ ตนเอง มีความมั่นใจในตนเอง เข้าใจถึงศักยภาพของตนเอง 

ปัญญาที่ ความฉลาดด้านรู้จักธรรมชาติ (Natura lstic) เป็นปัญญาที่เด็กๆ จะสังเกตเห็นรูปแบบ และคุณลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ชอบจัดระบบสิ่งของที่สะสมไว้ 

ปัญญาที่ ปัญญาด้านอัตภาวนิยม จิตนิยม หรือการดํารงคงอยู่ของชีวิต (Existential intelligence) ชอบคิดสงสัยใคร่รู้ตั้งคําถามกับตัวเองในเรื่องความเป็นไปของชีวิตชีวิตหลังความตายเรื่องเหนือจริง

 

หลักการการประเมินพัฒนาการด้านพหุปัญญา

ตลอดเวลาที่ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ต้องมีการประเมินผลตาม สถานการณ์จริง โดยประเมินตลอดการจัดการเรียนรู้ของผู้สอนโดยการบันทึกผลการ สอนปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะไว้หลังแผน การจัดการเรียนรู้และประเมินผล ผู้เรียนโดยเตรียมการล่วงหน้าว่าจะประเมินอะไร ประเมินอย่างไร ประเมินเมื่อใด ประเมินใคร และประเมินโดยใคร การประเมินจะประเมินตลอดเวลาที่จัดกิจกรรม การเรียนรู้

เทคนิควิธีที่เหมาะสม ในการประเมิน พัฒนาการด้านพหุปัญญา

1.      การสังเกตพฤติกรรมเด็ก

ประเภทของการสังเกต

1.การสังเกตแบบบรรยาย 

2.ระเบียบพฤติการณ์ ( Anecdoctal Record ) เป็นการบันทึกพฤติกรรมของเด็กตามที่สังเกตได้ในช่วงระยะ เวลาสั้นๆ โดยบันทึกหลังจากพฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นและเป็นการบันทึกจากความทรงจำ 

ข้อสำคัญของการสังเกต จะต้องบันทึกตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่แทรกข้อคิดเห็นหรือการประเมินของผู้สังเกต เนื้อหาของบันทึกพฤติกรรมแบบนี้มีส่วนประกอบสำคัญ คือ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดที่ไหน เมื่อไร มีการพูดหรือการกระทำ อะไรเกิดขึ้นบ้าง 

ข้อดีของการบันทึกการสังเกต

1.เด็กไม่จำ เป็นต้องใช้ความสามารถในการอ่านและเขียน 

2.เด็กจะไม่รู้สึกว่าตนกำ ลังถูกสังเกต หรือถูกบันทึกข้อมูลอยู่ 

3.กิจวัตรประจำ วัน หรือตารางเวลาในการเรียน หรือการทำ กิจกรรมของเด็กไม่มีการ

เปลี่ยนแปลง 

4.ช่วยให้ครูได้ทราบข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับพฤติกรรมบางอย่างของเด็ก

5.เป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับจากนักการศึกษาปฐมวัยว่าเป็นวิธีที่เหมาะสม

2.การใช้แบบทดสอบ

การใช้แบบทดสอบการทดสอบ เพื่อต้องการทราบความรู้สึกของเด็กปฐมวัยโดยการสร้างสถานการณ์ รูปภาพแล้วให้เด็กตอบโดยเลือกรูปที่แสดงอารมณ์ต่างๆเพื่อประเมินความรู้สึกนึกคิดของเด็กที่มีต่อ เหตุการณ์ต่างๆ เช่นแบบทดสอบพัฒนาการด้านภาษาแบบทดสอบพัฒนาการด้านสติปัญญาแบบทดสอบ พัฒนาการด้านสังคมแบบทดสอบทักษะพื้นมฐานทางคณิตศาสตร์ 

เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ

1. ความจำ เป็นของการใช้แบบทดสอบ 

2. ลักษณะข้อมูลที่ต้องการ 

3. ความเชื่อถือได้ ( Reliability ) และความเที่ยงตรง (Validity ) ของแบบทดสอบ

 4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก

5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำ ไปใช้ 

ประเภทของแบบทดสอบ

แบบทดสอบในระดับปฐมวัยแบ่ง ออกเป็น แบบ 

1.แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น ( Teacher - made ) 

2. แบบทดสอบมาตรฐาน ( Standardized test)

3. แบบสำรายการ

เป็นเครื่องมือที่ใช้ประกอบการสังเกตพฤติกรรมการปฎิบัติตามรายการที่แสดงไว้สังเกต พฤติกรรมการปฏิบัติที่แสดงถึงพฤติกรรมที่ต้องการหรือคุณลักษณะของผู้เรียนในประเด็นที่กำหนด

การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / แบบสำรวจรายการ (Checklists)

ตั้งวัตถุประสงค์ ต้องการศึกษาอะไร 

สร้างแบบสำรวจรายการ โดยใช้ทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก 

ควรใช้ควบคู่กับแบบสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ

ข้อดีของการใช้แบบสำรวจรายการ (Checklists) ประหยัดเวลา บันทึกข้อมูลรวดเร็ว ยืดหยุ่นได้สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์และตีความข้อมูล สามารถทำ อย่างต่อเนื่อง ไม่จำ เป็นต้องเสร็จทันที ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการฝึก บุคลากร/สามารถติดตามความก้าวหน้าพัฒนาการได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง


กลุ่มที่2



การประเมินพัฒนาการทางด้านปัญญา : ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

 สำหรับเด็กปฐมวัยเทคนิควิธี และ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

 

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง กระบวนการต่าง ๆ ที่ นักวิทยาศาสตร์มาใช้ในการแสวงหาความรู้ เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการฝึกฝนปฏิบัติความนึกคิดอย่างเป็นระบบของคนและความสามารถในการเลือกใช้ และกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงออกทีแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือใช้ในการแก้ปัญหา ต่าง ๆ อีกทั้งเป็นทักษะทางสติปัญญา ที่ต้องอาที่ความคิดในระดับต่าง ๆ มาใช้ในการแก้ปัญหา

การเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย

เนื้อหาวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยคือ  สาระเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กที่เด็กควรรู้  การเรียนการสอนมุ่งเพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจมากกว่าที่จะจำเป็นองค์ความรู้  การเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยแตกต่างจากเด็กวัยอื่นที่เด็กปฐมวัยมีการเจริญของสมองที่รวดเร็วและต้องการการกระตุ้นเพื่อการงอกงามของใยสมองในช่วงปฐมวัย

วิทยาศาสตร์ที่เด็กเรียนจำแนกเป็น  4  หน่วย

                       หน่วยที่  1     การสังเกตโลกรอบตัว

                       หน่วยที่  2     การรับรู้ทางประสาทสัมผัสและการเรียนรู้

                       หน่วยที่  3     รู้ทรงและสิ่งที่เกี่ยวข้อง

                       หน่วยที่  4     การจัดหมู่และการจำแนกประเภท


ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นพื้นฐาน มี ทักษะ ดังนี้

1.ทักษะการสังเกต เป็นการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง อย่างใด อย่างหนึ่งหรือ ใช้หลายอย่างร่วมกัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เพื่อค้นหาและบอกรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ ที่สังเกตโดยที่ไม่ใส่ความคิดเห็นของผู้สังเกตลงไป

2.ทักษะการจำแนกประเภท เป็นการแบ่งพวกการจัดกลุ่มสิ่งต่าง ๆ หรือการเรียงลำดับวัตถุ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆออกเป็นหมวดหมู่ โดยใช้ความเหมือนกันหรือความแตกต่างกัน มาเป็นเกณฑ์ในการจำแนกวัตถุ เหตุการณ์ หรือสิ่งต่าง ๆ ออกจากกัน

3.ทักษะการวัด เป็นการเลือกและการใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อหาค่าของสิ่งต่าง ๆ ออกมาเป็นตัวเลขได้ถูกต้องและเหมาะสม กับสิ่งที่ต้องการวัดรวมทั้งบอกหรือระบุหน่วยของตัวเลขที่ได้มาจากการวัดอย่างถูกต้อง

4.ทักษะการใช้จำนวน เป็นการใช้ความรู้สึกเชิงจำนวนและการคำนวณ โดยการนับจำนวนหรือคิดคำนวณเพื่อบรรยายหรือระบุรายละเอียดเชิงปริมาณของสิ่งที่สังเกตหรือทดลองได้

5.ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลเป็นการใช้ความคิดเห็นจากความรู้หรือประสบการณ์เดิม เพื่ออธิบายข้อมูลที่ได้จากการสังเกตอย่างมีเหตุผลโดยอาศัยข้อมูลหรือสารสนเทศที่เคยเก็บรวบรวมไว้ในอดีต

6.ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูลเป็นการนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากวิธีการต่าง ๆ มาจัดกระทำให้อยู่ในรูปแบบที่มีความหมายหรือ มีความสัมพันธ์กันมากขึ้นรวมทั้งนำข้อมูลมาจัดกระทำในรูปแบบต่าง ๆ เช่น แผนภาพ แผนภูมิ ตาราง กราฟการเขียนบรรยาย สมการ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจความหมายได้ง่ายขึ้น

7.ทักษะการหาความสัมพันธ์ของสเปซกับเวลา   แบ่งได้ 2 แบบคือ การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปซกับสเปซ เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ที่วัตถุต่าง ๆ ครอบครองอยู่การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปซกับเวลา เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ที่วัตถุครอบครองเมื่อเวลาผ่านไป

8.ทักษะการพยากรณ์ เป็นการคาดคะเนผลลัพธ์ของปรากฏการณ์ สถานการณ์ การสังเกตหรือการทดลองไว้ล่วงหน้า โดยอาศัยข้อมูลหรือประสบการณ์ของเรื่องนั้น ที่เกิดซ้ำ ๆเป็นแบบรูปมาช่วยในการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น



กลุ่มที่3



การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา (ภาษา) ของเด็กปฐมวัย

การนำเสนอเทคนิควิธี เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

พัฒนาการทางสติปัญญานั้น คือความสามารถทางสมองของบุคคลที่แสดงออกในความสามารถ เช่นในการจำ การคิด ภาษา ความจำ การแก้ปัญหา และความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ความสามารถทางสติปัญญาได้มาจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมซึ่งพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ และสามารถวัดได้ด้วยเครื่องมือทดสอบทางด้านสติปัญญา

 

ลักษณะพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยมีดังนี้

1.  พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 1 ปี

รู้จักเชื่อมโยงคำพูดกับการกระทำ ชอบฟังคำช้ำ ๆ เสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ รู้ว่าทำต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์ของวัตถุนั้น ๆ เริ่มพูดเป็นคำใหม่ ค้นหาที่ปิดช่อนจากสายตาได้ รู้จักชื่อตนเอง แสดงความคิด จินตนาการ

2.  พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย ปี

ด้านสติปัญญา เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น สนใจกันคว้าสำรวจสิ่งต่าง ๆรอบตัว เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ โดยการเลียนแบบผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือเด็กอื่น

3.  พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย ปี

ด้านสติปัญญา เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว สำรวจสิ่งต่าง ๆที่เหมือนกันและต่างกันได้ เรียนรู้จากการสังเกตและเลียนแบบผู้อื่น จำแนกสิ่งต่าง ๆด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า

4.  พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย ปี 

ด้านสติปัญญา บอกชื่อและนามสกุลของตนเอง เด็กในวัยนี้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยการจำแนกด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า สำรวจและทดลองเล่นกับสิ่งของหรือของเล่นต่าง ๆ ตามคิดของตนเอง พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเองหลังจากได้รับคำชี้แนะ

5.  พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กระหว่าง 5-6 ปี

ด้านสติปัญญา สามารถฟังเรื่องราวและถ่ายทอดให้ผู้อื่นฟังได้ บอกชื่อ นามสกุล และอายุของตนเองสร้างผลงานตามความคิดของตนเอง โดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นและแปลกใหม่พยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง 


กลุ่มที่4




การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยหลักการและวิธีการที่ใช้ในการประเมิน การนำเสนอเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง เป็นความสามารถในการคิดสิ่งที่แปลกใหม่เป็นความสามารถที่จะเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของความรู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในแง่มุม และเป็นกระบวนการใช้ความคิดหลายทิศทาง ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จในการคิดแก้ปัญหา

 

ลักษณะพฤติกรรมของเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์

(1) มีความอยากรู้อยากเห็น และสนใจสิ่งใหม่ๆ

(2) ชอบซักถามสํารวจ ทดลอง

(3) กล้าเสี่ยง

(4) กล้าแสดงออก

(5) มีความคิดริเริ่ม

(6) ไม่ชอบคล้อยตามผู้อื่นนอย่างง่าย ๆ

(7) กล้าและศรัทธาที่จะเผชิญกับสิ่งใหม่ๆ

(8) มีความคิดยืดหยุ่นทั้งความคิดและการกระทําสามารถคิดดัดแปลงแก้ไขวิธีการและทํางานได้อย่างเหมาะสม

(9) ทํางานเพื่อความสุขของตนเองมิได้หวังผลตอบแทนหรือการยกย่องจากคนอื่น

องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์

1.      ความคิดริเริ่ม (Originality) 

2.       ความคิดกล่องแคล่ว (Fluency

3.      ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility)

4.      ความคิดละเอียดละออ (Elaboratin)

 

กระบวนการคิดสร้างสรรค์เกิดจากการหยั่งรู้ (Intuition) มีขั้นตอน ดังนี้

1. ขั้นเตรียม (The stage of preparation) เป็นการรวบรวมประสบการณ์เก่า ๆ

มาลองผิดลองถูกและตั้งสมมติฐานเพื่อแก้ปัญหา

2. ขั้นคิดแก้ปัญหา (The stage of frustration) เป็นระยะที่เกิดความกระวนกระวายใจ

เกิดความรู้สึกเครียด อันเนื่องมาจากการครุ่นคิดแก้ปัญหาแต่ยังคิดไม่ตก

3. ขั้นเกิดความคิด (The period of moment of insight)

เป็นระยะที่เกิดแนวความคิดแวบขึ้นมาในสมอง คิดคำตอบได้ออกมาในทันทีทันใด

4. ขั้นพิสูจน์ (The stage of verification) เป็นระยะเวลาของการตรวจสอบ ประเมินผลโดยใช้เกณฑ์

ต่างๆ เพื่อตรวจดูว่าคําตอบที่ได้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แบบประเมินผลงาน

  แบบประเมินผลงาน Blog  คำชี้แจง ให้ผู้ ประเมินผลงาน Blog สามารถประเมินได้ที่ลิงค์ด้านล่าง https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSe-jlBCk...