วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2567

แบบประเมินผลงาน

 

แบบประเมินผลงาน Blog 


คำชี้แจง ให้ผู้ประเมินผลงาน Blog สามารถประเมินได้ที่ลิงค์ด้านล่าง

สรุปองค์ความรู้11กลุ่ม

 

สรุปองค์ความรู้การนำเสนอ

กลุ่มที่1


                    
                                           
การประเมินพัฒนากาทางด้านสติปัญญา “พหุปัญญาของเด็กปฐมวัย”

พหุปัญญา หมายถึง ความสามารถทางปัญญาของคน ที่แสดงออกมา ในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะค้นหา แก้ปัญหา และสร้างผลผลิตที่มีคุณค่า เป็นที่ ยอมรับของสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุม โดยสมองแต่ละส่วนโดย แต่ละคนจะมีความสามารถที่แตกต่างกัน เด่นในบางด้าน และด้อยใน บางด้าน สิ่งแวดล้อมและการอบรมเลี้ยงดูที่เหมาะสม จะช่วยส่งเสริมให้ พัฒนาความสามารถทางสติปัญญา ในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและ สังคม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเภทของพหุปัญญา

ปัญญาที่ ความฉลาดด้านภาษา (Linguistic) เด็กๆควรได้รับการกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษา เด็กที่มีความถนัดด้านภาษาจะสามารถเรียนรู้คําศัพท์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว 

ปัญญาที่ ความฉลาดด้านคณิตศาสตร์และตรรกะ ( Logical-Mathematical) เป็นความ ฉลาดเชิงวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาด้วยการนําตรรกะมาคิดแก้ไขปัญหา ได้อย่างเป็นลําดับขั้นตอน 

ปัญญาที่ ความฉลาดด้านดนตรี (Musical) เด็ก ๆ ที่มีความสนใจทางด้านดนตรีเขาจะมี ความว่องไวทางเสียงดนตรีเป็นการเพิ่มพูนสมองส่วนความจําได้เป็นอย่างดี

ปัญญาที่ ความฉลาดด้านร่างกาย (Bodlly-Kinesthetic) ความสามารถในการใช้ร่างกายของ ตนแสดงความคิดความรู้สึก ได้แก่ นักแสดง นักแสดงท่าใบ้ นักกีฬา นักฟ้อนรำ เป็นต้น

ปัญญาที่ ความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial) ปัญญาด้านการคิดใคร่ครวญและวิเคราะห์ตนเอง จะช่วยให้เด็กมีสมาธิสามารถจดจําทิศทางได้ 

ปัญญาที่ ความฉลาดด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersona) เป็นการเรียนรู้ปฏิสัมพันธ์และการเอาใจ ใส่ต่อผู้อื่น เด็กที่ฉลาดด้านนี้จะมีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม 

ปัญญาที่ ความฉลาดด้านเข้าใจตนเอง (Intrapersonal) เป็นความสามารถของบุคคลในการเข้าใจ ตนเอง มีความมั่นใจในตนเอง เข้าใจถึงศักยภาพของตนเอง 

ปัญญาที่ ความฉลาดด้านรู้จักธรรมชาติ (Natura lstic) เป็นปัญญาที่เด็กๆ จะสังเกตเห็นรูปแบบ และคุณลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ชอบจัดระบบสิ่งของที่สะสมไว้ 

ปัญญาที่ ปัญญาด้านอัตภาวนิยม จิตนิยม หรือการดํารงคงอยู่ของชีวิต (Existential intelligence) ชอบคิดสงสัยใคร่รู้ตั้งคําถามกับตัวเองในเรื่องความเป็นไปของชีวิตชีวิตหลังความตายเรื่องเหนือจริง

 

หลักการการประเมินพัฒนาการด้านพหุปัญญา

ตลอดเวลาที่ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ต้องมีการประเมินผลตาม สถานการณ์จริง โดยประเมินตลอดการจัดการเรียนรู้ของผู้สอนโดยการบันทึกผลการ สอนปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะไว้หลังแผน การจัดการเรียนรู้และประเมินผล ผู้เรียนโดยเตรียมการล่วงหน้าว่าจะประเมินอะไร ประเมินอย่างไร ประเมินเมื่อใด ประเมินใคร และประเมินโดยใคร การประเมินจะประเมินตลอดเวลาที่จัดกิจกรรม การเรียนรู้

เทคนิควิธีที่เหมาะสม ในการประเมิน พัฒนาการด้านพหุปัญญา

1.      การสังเกตพฤติกรรมเด็ก

ประเภทของการสังเกต

1.การสังเกตแบบบรรยาย 

2.ระเบียบพฤติการณ์ ( Anecdoctal Record ) เป็นการบันทึกพฤติกรรมของเด็กตามที่สังเกตได้ในช่วงระยะ เวลาสั้นๆ โดยบันทึกหลังจากพฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นและเป็นการบันทึกจากความทรงจำ 

ข้อสำคัญของการสังเกต จะต้องบันทึกตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่แทรกข้อคิดเห็นหรือการประเมินของผู้สังเกต เนื้อหาของบันทึกพฤติกรรมแบบนี้มีส่วนประกอบสำคัญ คือ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดที่ไหน เมื่อไร มีการพูดหรือการกระทำ อะไรเกิดขึ้นบ้าง 

ข้อดีของการบันทึกการสังเกต

1.เด็กไม่จำ เป็นต้องใช้ความสามารถในการอ่านและเขียน 

2.เด็กจะไม่รู้สึกว่าตนกำ ลังถูกสังเกต หรือถูกบันทึกข้อมูลอยู่ 

3.กิจวัตรประจำ วัน หรือตารางเวลาในการเรียน หรือการทำ กิจกรรมของเด็กไม่มีการ

เปลี่ยนแปลง 

4.ช่วยให้ครูได้ทราบข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับพฤติกรรมบางอย่างของเด็ก

5.เป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับจากนักการศึกษาปฐมวัยว่าเป็นวิธีที่เหมาะสม

2.การใช้แบบทดสอบ

การใช้แบบทดสอบการทดสอบ เพื่อต้องการทราบความรู้สึกของเด็กปฐมวัยโดยการสร้างสถานการณ์ รูปภาพแล้วให้เด็กตอบโดยเลือกรูปที่แสดงอารมณ์ต่างๆเพื่อประเมินความรู้สึกนึกคิดของเด็กที่มีต่อ เหตุการณ์ต่างๆ เช่นแบบทดสอบพัฒนาการด้านภาษาแบบทดสอบพัฒนาการด้านสติปัญญาแบบทดสอบ พัฒนาการด้านสังคมแบบทดสอบทักษะพื้นมฐานทางคณิตศาสตร์ 

เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ

1. ความจำ เป็นของการใช้แบบทดสอบ 

2. ลักษณะข้อมูลที่ต้องการ 

3. ความเชื่อถือได้ ( Reliability ) และความเที่ยงตรง (Validity ) ของแบบทดสอบ

 4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก

5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำ ไปใช้ 

ประเภทของแบบทดสอบ

แบบทดสอบในระดับปฐมวัยแบ่ง ออกเป็น แบบ 

1.แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น ( Teacher - made ) 

2. แบบทดสอบมาตรฐาน ( Standardized test)

3. แบบสำรายการ

เป็นเครื่องมือที่ใช้ประกอบการสังเกตพฤติกรรมการปฎิบัติตามรายการที่แสดงไว้สังเกต พฤติกรรมการปฏิบัติที่แสดงถึงพฤติกรรมที่ต้องการหรือคุณลักษณะของผู้เรียนในประเด็นที่กำหนด

การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / แบบสำรวจรายการ (Checklists)

ตั้งวัตถุประสงค์ ต้องการศึกษาอะไร 

สร้างแบบสำรวจรายการ โดยใช้ทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก 

ควรใช้ควบคู่กับแบบสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ

ข้อดีของการใช้แบบสำรวจรายการ (Checklists) ประหยัดเวลา บันทึกข้อมูลรวดเร็ว ยืดหยุ่นได้สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์และตีความข้อมูล สามารถทำ อย่างต่อเนื่อง ไม่จำ เป็นต้องเสร็จทันที ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการฝึก บุคลากร/สามารถติดตามความก้าวหน้าพัฒนาการได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง


กลุ่มที่2



การประเมินพัฒนาการทางด้านปัญญา : ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

 สำหรับเด็กปฐมวัยเทคนิควิธี และ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

 

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง กระบวนการต่าง ๆ ที่ นักวิทยาศาสตร์มาใช้ในการแสวงหาความรู้ เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการฝึกฝนปฏิบัติความนึกคิดอย่างเป็นระบบของคนและความสามารถในการเลือกใช้ และกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงออกทีแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือใช้ในการแก้ปัญหา ต่าง ๆ อีกทั้งเป็นทักษะทางสติปัญญา ที่ต้องอาที่ความคิดในระดับต่าง ๆ มาใช้ในการแก้ปัญหา

การเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย

เนื้อหาวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยคือ  สาระเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กที่เด็กควรรู้  การเรียนการสอนมุ่งเพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจมากกว่าที่จะจำเป็นองค์ความรู้  การเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยแตกต่างจากเด็กวัยอื่นที่เด็กปฐมวัยมีการเจริญของสมองที่รวดเร็วและต้องการการกระตุ้นเพื่อการงอกงามของใยสมองในช่วงปฐมวัย

วิทยาศาสตร์ที่เด็กเรียนจำแนกเป็น  4  หน่วย

                       หน่วยที่  1     การสังเกตโลกรอบตัว

                       หน่วยที่  2     การรับรู้ทางประสาทสัมผัสและการเรียนรู้

                       หน่วยที่  3     รู้ทรงและสิ่งที่เกี่ยวข้อง

                       หน่วยที่  4     การจัดหมู่และการจำแนกประเภท


ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นพื้นฐาน มี ทักษะ ดังนี้

1.ทักษะการสังเกต เป็นการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง อย่างใด อย่างหนึ่งหรือ ใช้หลายอย่างร่วมกัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เพื่อค้นหาและบอกรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ ที่สังเกตโดยที่ไม่ใส่ความคิดเห็นของผู้สังเกตลงไป

2.ทักษะการจำแนกประเภท เป็นการแบ่งพวกการจัดกลุ่มสิ่งต่าง ๆ หรือการเรียงลำดับวัตถุ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆออกเป็นหมวดหมู่ โดยใช้ความเหมือนกันหรือความแตกต่างกัน มาเป็นเกณฑ์ในการจำแนกวัตถุ เหตุการณ์ หรือสิ่งต่าง ๆ ออกจากกัน

3.ทักษะการวัด เป็นการเลือกและการใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อหาค่าของสิ่งต่าง ๆ ออกมาเป็นตัวเลขได้ถูกต้องและเหมาะสม กับสิ่งที่ต้องการวัดรวมทั้งบอกหรือระบุหน่วยของตัวเลขที่ได้มาจากการวัดอย่างถูกต้อง

4.ทักษะการใช้จำนวน เป็นการใช้ความรู้สึกเชิงจำนวนและการคำนวณ โดยการนับจำนวนหรือคิดคำนวณเพื่อบรรยายหรือระบุรายละเอียดเชิงปริมาณของสิ่งที่สังเกตหรือทดลองได้

5.ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลเป็นการใช้ความคิดเห็นจากความรู้หรือประสบการณ์เดิม เพื่ออธิบายข้อมูลที่ได้จากการสังเกตอย่างมีเหตุผลโดยอาศัยข้อมูลหรือสารสนเทศที่เคยเก็บรวบรวมไว้ในอดีต

6.ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูลเป็นการนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากวิธีการต่าง ๆ มาจัดกระทำให้อยู่ในรูปแบบที่มีความหมายหรือ มีความสัมพันธ์กันมากขึ้นรวมทั้งนำข้อมูลมาจัดกระทำในรูปแบบต่าง ๆ เช่น แผนภาพ แผนภูมิ ตาราง กราฟการเขียนบรรยาย สมการ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจความหมายได้ง่ายขึ้น

7.ทักษะการหาความสัมพันธ์ของสเปซกับเวลา   แบ่งได้ 2 แบบคือ การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปซกับสเปซ เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ที่วัตถุต่าง ๆ ครอบครองอยู่การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปซกับเวลา เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ที่วัตถุครอบครองเมื่อเวลาผ่านไป

8.ทักษะการพยากรณ์ เป็นการคาดคะเนผลลัพธ์ของปรากฏการณ์ สถานการณ์ การสังเกตหรือการทดลองไว้ล่วงหน้า โดยอาศัยข้อมูลหรือประสบการณ์ของเรื่องนั้น ที่เกิดซ้ำ ๆเป็นแบบรูปมาช่วยในการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น



กลุ่มที่3



การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา (ภาษา) ของเด็กปฐมวัย

การนำเสนอเทคนิควิธี เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

พัฒนาการทางสติปัญญานั้น คือความสามารถทางสมองของบุคคลที่แสดงออกในความสามารถ เช่นในการจำ การคิด ภาษา ความจำ การแก้ปัญหา และความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ความสามารถทางสติปัญญาได้มาจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมซึ่งพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ และสามารถวัดได้ด้วยเครื่องมือทดสอบทางด้านสติปัญญา

 

ลักษณะพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยมีดังนี้

1.  พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 1 ปี

รู้จักเชื่อมโยงคำพูดกับการกระทำ ชอบฟังคำช้ำ ๆ เสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ รู้ว่าทำต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์ของวัตถุนั้น ๆ เริ่มพูดเป็นคำใหม่ ค้นหาที่ปิดช่อนจากสายตาได้ รู้จักชื่อตนเอง แสดงความคิด จินตนาการ

2.  พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย ปี

ด้านสติปัญญา เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น สนใจกันคว้าสำรวจสิ่งต่าง ๆรอบตัว เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ โดยการเลียนแบบผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือเด็กอื่น

3.  พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย ปี

ด้านสติปัญญา เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว สำรวจสิ่งต่าง ๆที่เหมือนกันและต่างกันได้ เรียนรู้จากการสังเกตและเลียนแบบผู้อื่น จำแนกสิ่งต่าง ๆด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า

4.  พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย ปี 

ด้านสติปัญญา บอกชื่อและนามสกุลของตนเอง เด็กในวัยนี้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยการจำแนกด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า สำรวจและทดลองเล่นกับสิ่งของหรือของเล่นต่าง ๆ ตามคิดของตนเอง พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเองหลังจากได้รับคำชี้แนะ

5.  พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กระหว่าง 5-6 ปี

ด้านสติปัญญา สามารถฟังเรื่องราวและถ่ายทอดให้ผู้อื่นฟังได้ บอกชื่อ นามสกุล และอายุของตนเองสร้างผลงานตามความคิดของตนเอง โดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นและแปลกใหม่พยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง 


กลุ่มที่4




การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยหลักการและวิธีการที่ใช้ในการประเมิน การนำเสนอเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง เป็นความสามารถในการคิดสิ่งที่แปลกใหม่เป็นความสามารถที่จะเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของความรู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในแง่มุม และเป็นกระบวนการใช้ความคิดหลายทิศทาง ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จในการคิดแก้ปัญหา

 

ลักษณะพฤติกรรมของเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์

(1) มีความอยากรู้อยากเห็น และสนใจสิ่งใหม่ๆ

(2) ชอบซักถามสํารวจ ทดลอง

(3) กล้าเสี่ยง

(4) กล้าแสดงออก

(5) มีความคิดริเริ่ม

(6) ไม่ชอบคล้อยตามผู้อื่นนอย่างง่าย ๆ

(7) กล้าและศรัทธาที่จะเผชิญกับสิ่งใหม่ๆ

(8) มีความคิดยืดหยุ่นทั้งความคิดและการกระทําสามารถคิดดัดแปลงแก้ไขวิธีการและทํางานได้อย่างเหมาะสม

(9) ทํางานเพื่อความสุขของตนเองมิได้หวังผลตอบแทนหรือการยกย่องจากคนอื่น

องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์

1.      ความคิดริเริ่ม (Originality) 

2.       ความคิดกล่องแคล่ว (Fluency

3.      ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility)

4.      ความคิดละเอียดละออ (Elaboratin)

 

กระบวนการคิดสร้างสรรค์เกิดจากการหยั่งรู้ (Intuition) มีขั้นตอน ดังนี้

1. ขั้นเตรียม (The stage of preparation) เป็นการรวบรวมประสบการณ์เก่า ๆ

มาลองผิดลองถูกและตั้งสมมติฐานเพื่อแก้ปัญหา

2. ขั้นคิดแก้ปัญหา (The stage of frustration) เป็นระยะที่เกิดความกระวนกระวายใจ

เกิดความรู้สึกเครียด อันเนื่องมาจากการครุ่นคิดแก้ปัญหาแต่ยังคิดไม่ตก

3. ขั้นเกิดความคิด (The period of moment of insight)

เป็นระยะที่เกิดแนวความคิดแวบขึ้นมาในสมอง คิดคำตอบได้ออกมาในทันทีทันใด

4. ขั้นพิสูจน์ (The stage of verification) เป็นระยะเวลาของการตรวจสอบ ประเมินผลโดยใช้เกณฑ์

ต่างๆ เพื่อตรวจดูว่าคําตอบที่ได้

ทะเบียนคุมชิ้นงาน

 ทะเบียนคุมชิ้นงาน


นางสาวเจษฎาพร ผันอากาศรหัสนักศึกษา 64121860227

สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ชั้นปีที่ คณะครุศาสตร์ 

 

คำชี้แจง  

     บันทึกรายการชิ้นงานที่ทำส่งทุกชิ้นในกรณีที่เจ้าของแฟ้มต้องการปรับปรุงผลงานให้บันทึกรายละเอียดของการปรับปรุงแก้ไขงานทุกชิ้นต้องผ่านการแสดงความคิดเห็นต่อผลงาน 


ภาพเข้าเรียนออนไลน์


 

เคสกรณีศึกษา

เคสกรณีศึกษา
 

วัน 19 เดือน มกราคม ปี 2567 เวลา 13.00 – 14.00 .สถานที่ ห้องเรียนชั้นอนุบาล 1
ชื่อ นามสกุล นักเรียน ลลิตา แกมกล้า  (น้องมะลิ) อายุ 4 ปี
เพศ ชาย ชั้น อนุบาล 1
ครูประจำชั้น ชื่อ นามสกุล นางสาวนริศรา  ระโส

   เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมนักเรียน
     - แบบสังเกตพฤติกรรม

 ผู้ที่ให้ข้อมูลปัญหาพฤติกรรมนักเรียน 
    - นางสาวนริศรา ระโส คุณครูประจำชั้น

ปัญหาพฤติกรรมที่พบ/ลักษณะปัญหา
         1. เด็กนักเรียนทำงานช้า ขณะทำงานชอบเขียนโต๊ะ
       2. เด็กนักเรียนชอบนั่งเหม่อลอย เวลาคุณครูให้ทำงาน หากไม่มีสีอยู่ที่โต๊ะเด็กจะใช้ดินสอมาระบายสีแทน ชอบนั่งมองสิ่งต่างๆ ไม่ค่อยทำงาน
ปัญหาพฤติกรรมที่เลือกศึกษา สาเหตุที่เลือก (เลือกปัญหาพฤติกรรมที่ต้องพัฒนาหรือแก้ไขเร่งด่วน  1 ปัญหา)
     - เด็กนักเรียนทำงานช้า สาเหตุที่เลือก เพราะ ต้องการพัฒนาส่งเสริมให้เด็กนักเรียนทำงานได้เร็วขึ้น มีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาที่ดีขึ้น

แนวทางการช่วยเหลือในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากบุคลากรภายในโรงเรียน
ข้อเสนอแนะจาก นางสาวนริศรา ระโส ตำแหน่ง ครูประจำชั้น
แนวทางในการช่วยเหลือพัฒนา โดยการนำกิจกรรมเกมการศึกษามาให้เด็กได้ฝึกคิด ฝึกทำ ฝึกการสังเกต และการจัดกิจกรรมเป็นกลุ่ม เพื่อให้เด็กได้มีการพูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน จะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น

แนวทางการช่วยเหลือในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากนักศึกษาฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพระหว่างเรียน (ควรเลือกแนวทางการแก้ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่ใช่การลงโทษ)
         - จัดกิจกรรมเกมการศึกษา เกมจับคู่ภาพขนาดที่สัมพันธ์กัน เพื่อส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีสมาธิในการทำงานมากขึ้น มีความสนใจในการทำงานในระยะเวลาที่ยาวมากยิ่งขึ้น และช่วยส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้านแก่นักเรียน


แบบบันทึกการเยี่ยมบ้าน

 
รายการเยี่ยมบ้าน ครั้งที่ 1
วันที่ 19 เดือน มกราคม พ.ศ. 2567
ชื่อ - นามสกุลนักเรียน เด็กหญิงลลิตา แกมกล้า ชั้น อนุบาล 1
ชื่อผู้ปกครอง นางสาวอำพันธ์ อุปจันทร์  มีความเกี่ยวข้องกับนักเรียน โดยเป็น มารดา
ช่องทางการติดต่อ โทรศัพท์ 0981267911
 
1. บรรยายสภาพบ้านและบริเวณที่ตั้ง (ใช้การสังเกต)
        ลักษณะบ้านเป็นบ้านปูนชั้นเดียว มีพื้นที่กว้าง มีลานสำหรับนั่งเล่นที่กว้าง มีสระน้ำสำหรับเลี้ยงปลา มีต้นไม้ บริเวณที่ตั้งอยู่ในซอย ติดกับทุ่งนา บริเวณรอบๆบ้าน มีบ้านใกล้เคียงน้อย

2. บรรยายสภาพภายในบ้าน (ใช้การสังเกต)
        ลักษณะภายในบ้านมีพื้นที่กว้าง มีการเก็บของเป็นระเบียบเรียบร้อย พื้นบ้านสะอาดเรียบร้อย ห้องครัวมีการวางของไม่เป็นที่เป็นทาง มีอากาศถ่ายเท สะดวกสบาย

3.  บรรยายลักษณะท่าทีของผู้ปกครองหรือ บิดา มารดา (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์) 
        คุณแม่มีลักษณะที่ร่าเริง จิตใจดี เป็นมิตรมีความสัมพันธ์ที่ดี มีการพูดคุยที่เป็นกันเอง พูดจาไพเราะ มีทัศนคติเป็นไปในทางบวก

4. บรรยายเจตคติของผู้ปกครองหรือ บิดา มารดาที่มีต่อนักเรียน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)
    คุณแม่มีความรู้สึกต่อน้องมะลิ คือ คุณแม่รักน้องมะลิมาก ดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี คอยบอกคอยสอนน้องมะลิเวลาทำการบ้านหรือกิจกรรมต่างๆ

5. บรรยายเจตคติของผู้ปกครองหรือ บิดา มารดาที่มีต่อโรงเรียน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)
    คุณแม่มีความรู้สึกต่อโรงเรียน คือ คุณแม่มีความรู้สึกที่ดีต่อโรงเรียน ให้ความร่วมมือกับทางโรงเรียนเป็นอย่างดี สนับสนุนกิจกรรมที่ทางโรงเรียนได้จัดทำขึ้น

6. บรรยายภาวะการเรียนของนักเรียนเมื่ออยู่ที่บ้าน เช่น โอกาสในการทำการบ้าน การอ่านหนังสือ (ใช้การสัมภาษณ์ผู้ปกครองและนักเรียน)
    น้องมะลิ มีภาวะการเรียนค่อนข้างช้า เวลาทำการบ้านจะทำช้า คุณแม่ต้องคอยบอกให้ทำจนกว่าจะทำการบ้านเสร็จ เวลาอ่าน น้องมะลิมักจะอ่านเสียงเบา

7. บรรยายลักษณะเพื่อนบ้านหรือเพื่อนเล่นของนักเรียน (ใช้การสังเกต การสัมภาษณ์เพื่อนบ้านและนักเรียน)

    น้องมะลิมักจะเล่นกับพี่ชายเวลาอยู่ที่บ้าน เนื่องจากบริเวณรอบๆ บ้านน้องมะลิจะติดกับทุ่งนา จะมีเพื่อนบ้านน้อย เพื่อนบ้านในวัยเดียวกันพ่อแม่มักจะพาออกไปข้างน้องบ่อยครั้ง ทำให้น้องมะลิไม่มีเพื่อนเล่น แต่จะเล่นกับพี่ชายอยู่ที่บ้าน

8. บรรยายความสัมพันธ์ของนักเรียนกับสมาชิกในครัวเรือน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)

        น้องมะลิมีความสนิทสมกับครอบครัวเป็นอย่างดี มีความสุข เวลาเล่นหรือพูดคุยกันน้องมะลิมักจะมีรอยยิ้มที่สดใส ครอบครัวของน้องมะลิเป็นครอบครัวที่อบอุ่น

9. แนวทางความร่วมมือกับโรงเรียนในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากผู้ปกครองหรือ บิดา มารดา (ใช้การสังเกต การสัมภาษณ์และการให้คำปรึกษาร่วมด้วย)

        นำกิจกรรมเกมการศึกษา ให้คุณแม่ได้ร่วมทำกับน้องมะลิ โดยการใช้กิจกรรมเกมจับคู่ภาพขนาดที่สัมพันธ์กัน ซึ่งคุณ แม่เองก็คอยบอกน้องไนท์ว่าคือรูปอะไร และเป็นรูปทรงอะไร นำไปวางไว้ที่ตรงไหน โดย คุณแม่ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

 

ข้อเสนอแนะ 

คุณแม่มีความสนับสนุนเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมสมาธิน้องมะลิโดยการใช้กิจกรรมเกมการศึกษา


เทคนิคการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย



 





 

นำเสนองานกลุ่ม7






 ศึกษาเพิ่มเติมต่อได้ที่https://drive.google.com/drive/folders/1zm6iVkAokND86iED2OIY7A03ENpH0b1V?usp=sharing




ใบความรู้ทักษะการคิด


 







 


แบบฝึกคิด

 

สรุป CLIP เสนอรายงานหลักการ แนวคิด และเทคนิคการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวั








แบบประเมินผลงาน

  แบบประเมินผลงาน Blog  คำชี้แจง ให้ผู้ ประเมินผลงาน Blog สามารถประเมินได้ที่ลิงค์ด้านล่าง https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSe-jlBCk...